ไปเรียนเมืองนอก : ที่ไหนดี ?

เป็นคำถามที่ค่อนข้างจะยอดฮิตสำหรับนักเรียนไทยที่ต้องการจะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีข้อดี - ข้อด้อยแตกต่างกัน ทั้งในด้านสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ อัตราค่าครองชีพ หลักสูตรการเรียนการสอน ความยาก/ง่ายในการขอวีซ่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับผู้ที่จะไปศึกษาต่อด้วยว่ามีความชอบหรือต้องการจะไปศึกษาต่อในประเทศใดเป็นพิเศษหรือไม่

ออสเตรเลีย

มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารเอเซียวีคในด้านความมีชื่อเสียงด้านวิชาการและการวิจัย นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ของออสเตรเลียได้รับรางวัลโนเบลถึง 8 คน ได้มีการกำหนดกฎหมายคุ้มครองผลประโยชน์ของนักเรียนต่างชาติ ทั้งเมืองเล็กและเมืองใหญ่ล้วนมีความปลอดภัยและน่าอยู่ ค่าครองชีพในออสเตรเลียโดยเฉลี่ยจะถูกกว่าในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มาตรฐานของหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอยู่ในระดับสูง นักศึกษาสามารถทำงานได้ 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ และในช่วงปิดภาคเรียนสามารถทำได้ประมาณ 35-40 ชั่วโมง/สัปดาห์ แต่ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตทำงานก่อน

แคนาดา

องค์การสหประชาชาติ (UN) จัดให้ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน ทั้งในด้านการศึกษาความคาดหวังในชีวิต และความปลอดภัย ในปี พ.ศ. 2539 วารสาร Fortune ได้จัดอันดับเมืองโตรอนโตให้เป็นเมืองอันดับหนึ่งที่ดีที่สุดในความเป็นนานาชาติ ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา คุณภาพของสถานศึกษา และความปลอดภัยของชีวิต แคนาดาเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงในระดับชั้นนำของโลก มีอาณาเขตกว้างใหญ่และสวยงาม ผู้คนมีอัธยาศัยดี และในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มีหน่วยรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง มีภาษาทางราชาการ 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส

นิวซีแลนด์

มาตรฐานและคุณภาพการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียน นักศึกษาต่างชาติในทุกระดับการศึกษา และมีหลักสูตรให้เลือกมากมาย ทั้งทางด้านวิชาการ วิชาชีพเฉพาะ วิชาชีพทั่วไป และหลักสูตรภาษา สภาพบ้านเมืองสะอาด สวยงามและสงบ เหมาะแก่การศึกษา ชาวนิวซีแลนด์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในชีวิตประจำวัน อัตราค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนอยู่ในระดับไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน การขอวีซ่าไม่ยุ่งยาก นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มั่นคง ปลอดภัย มีธรรมชาติงดงาม และมีสภาพภูมิอากาศที่สบายตลอดปี

สวิตเซอร์แลนด์

เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีระบบการศึกษามีคุณภาพสูง มีชื่อเสียงในด้านความงามตามธรรมชาติของทิวเขา และเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่นิยมกับมาก อันมีผลทำให้ชาวสวิสมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการต้อนรับ วิทยาลัยเอกชนหลายแห่งเปิดสอนหลักสูตรระบบปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก การศึกษาเกี่ยวกับการบริการต้อนรับและการท่องเที่ยวเป็นที่นิยมกันมาก แต่ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในสวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการยอมรับและการรับรองคุณวุฒิด้วย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนเอกชนที่สอนนักเรียนหญิงเกี่ยวกับการเข้าสังคม (หรือ Finishing School) มากมาย หลักสูตรในสถาบันการศึกษาของเอกชนมักเปิดสอนเป็นภาษาอังกฤษ

สหราชอาณาจักร

เป็นถิ่นกำเนิดของภาษาอังกฤษซึ่งนิยมใช้กันในปัจจุบัน การศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ผู้นำการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกล้วนมีพื้นฐานการศึกษาจากอังกฤษ ระบบกฎหมายและการบริหารเป็นแบบอย่างแก่หลายๆ ประเทศ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษหลายคนได้รับรางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ มากมาย แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการศึกษาวิจัยในระดับแนวหน้าของโลก ระยะเวลาในการศึกษาในประเทศอังกฤษใช้เวลาสั้นกว่าในหลายๆ ประเทศ เช่น ปริญญาตรีใช้ระยะเวลาเรียน 3 ปี หรือปริญญาโทเรียน 1 ปี เป็นต้น อังกฤษมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีตำนานประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีโบราณสถานที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายแห่ง

สหรัฐอเมริกา

เป็นประเทศผู้นำด้านการศึกษาของโลก มีสถาบันชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง มีสถาบันและหลักสูตรที่หลากหลายมากมายให้นักศึกษาสามารถเลือกหลักสูตรที่สนใจได้ รวมทั้งสหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เชื่อได้ว่าหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอบมีความทันสมัย ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพมีทุกระดับ มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศทุกรูปแบบ การได้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตและเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวอเมริกัน อาจก่อให้เกิดประโยชน์ด้านธุรกิจในอนาคตต่อไปได้ และในการขอต่อวีซ่านักเรียนไม่ยุ่งยากเพราะให้วีซ่าระยะยาว

 



Education Abroad Co., Ltd.
KU Mini Shop (บริเวณโรงอาหารกลาง 1) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ (081) 836-4042, (089) 199-2286 แฟกซ์ (02) 940-6961 E-mail : info@e-abroad.com